วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไมเกรน…ที่สุดของอาการปวดศีรษะ!

ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน 2-3 วัน หรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ ไมเกรนพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ 10-40 ปี แต่พบในเด็กอายุ 7-8 ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ 18 ผู้ชายร้อยละ 6 และในเด็กร้อยละ 4 แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น 6 ระดับ 1. Classic Migraine เริ่มช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งมีอาการนำออร่า เช่น เห็นแสงแสบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่ง2. Common Migraine มักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร มักปวดข้างใดข้างหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ 3. Hemoplegic Migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่ง เป็นช่วงสั้นๆ หรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา 4. Ophthalmoplegic Migraine ผู้ป่วยจะปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน5. Basilar Artery Migraine ก่อนปวดศีรษะจะเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน6. 6.Status Migrainosus ผู้ป่วยจะปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ
ใน ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่มีวิธีช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ล่าสุดในประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคไมเกรนจากศาสตร์การกดจุดรักษาโรค โดยการปรับระบบกล้ามเนื้อและการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เพื่อปรับสมดุลการทำงานของหลอดเลือดแดงที่อยู่ภายนอกและภายในศีรษะ อันเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะจะลดลงภายในครั้งแรกของการรักษา และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการกลับมาของไมเกรนได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยา ทั้งนี้ผู้ป่วยเป็นไมเกรนต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552


อาถรรพณ์เลข 13


เหตุใดฝรั่งจึงกลัวเลข 13 ตอบ-ความเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคลนั้นมีที่มาจากศาสนาคริสต์ในยุคต้นๆ ที่กล่าวกันว่าอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ หรือที่เรียกกันว่า เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีผู้ร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากับพระองค์รวม 13 คน ทุกท่านๆ อาจจะเคยเห็นภาพวาดนี้กันบ้างแล้ว บวกกับความเชื่อที่ว่าวันศุกร์เป็นวันโชคร้าย ก็เพราะวันศุกร์เป็นวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน และเป็นวันที่อดัมและอีฟละเมิด กัดแอปเปิ้ลต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้าในสวนเอเดน จนต้องถูกขับไล่ออกมา ยิ่งกว่านั้นยังเชื่อว่าเป็นวันที่ทั้งอดัมกับอีฟล้มหายตายจากโลกอีกด้วย ดังนั้นถ้าเมื่อใดที่วันศุกร์มาตรงกับวันที่ 13 จึงเหมือนกับเป็นวันมหาอัปมงคลเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันอย่างกว้างขวาง เช่น นักเดินเรือจะไม่ออกเรือในวันที่ 13 หรือห้องพักตามโรงแรมต่างๆในยุโรปจะไม่มีห้องเบอร์ 13 ได้ข่าวว่าที่ประเทศตุรกีเป็นเอามาก คือตัดเลข 13 ออกไปจากสารบบตัวเลขเลยทีเดียวตึกบางแห่ง รวมถึงในไทยก็ไม่มีชั้นที่ 13 ตัวลิฟต์ก็จะไม่มีปุ่มกดชั้นที่ 13 ส่วนของไทยไม่ได้ถือว่าอะไรนัก แต่อาจไม่ค่อยชอบเลข 6 เพราะออกเสียงแล้วเหมือนหกคะเมนตีลังกา ทำอะไรไม่ขึ้น และจะชอบเลข 9 ทน เพราะฟังดูแล้วจะได้ก้าวหน้า ทำมาค้าขายขึ้น ส่วนคนจีนจะชอบเลข 8 เพราะหมายถึงเซียนทั้ง 8 หรือโป๊ยเซียน
ข้อมูลคล้ายกันที่เคยตอบเกี่ยวกับวันศุกร์ 13 มีคนถามว่าทำไมถึงเรียกเป็นวันอาถรรพณ์ และศุกร์ 13 แตกต่างอย่างไรกับวัน Good Friday ฝรั่งทำไมให้ความสำคัญกับวันศุกร์เป็นพิเศษ วาทีตอบ-ศุกร์ที่ 13 ถือเป็นวันอาถรรพณ์หรือวันโชคร้ายเพราะพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์ ส่วนเลข 13 ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นเลขไม่ดี เพราะในวันที่พระเยซูร่วมโต๊ะอาหารมื้อสุดท้าย หรือที่เรียกว่า The Last Supper นั้น มีศิษย์ร่วมโต๊ะทั้งหมด 13 คน ซึ่งพอเช้าขึ้น พระเยซูจึงถูกจับและตรึงกางเขนนั่นเอง
ตามตำราของฝรั่ง วันศุกร์ เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นวัน Tip Tod Day หมายความว่าเป็นวันปีศาจ ดังนั้นในสมัยก่อนชาวเลจึงไม่ออกทะเลในวันศุกร์นอกจากนี้ยังมีความเชื่อโบร่ำโบราณของฝรั่งว่า ไม่ให้ตัดเล็บในวันศุกร์ เพราะแม่มดจะมาขโมยเล็บเอาไปเสกให้เราเป็นแม่มดไปด้วยโน่นเลย ศุกร์ 13 กลายเป็นตำนานน่ากลัวในยุคนี้ เพราะหนังสยองขวัญหลายเรื่องที่สร้างเรื่องให้เกิดวันศุกร์ที่ 13นอกจากนี้วันศุกร์ยังมีความหมายดีมากอีกด้วย เพราะ Friday นั้นมาจากชื่อเทพธิดา Freyja ซึ่เป็นเทพีแห่งความรัก ผู้เป็นภรรยาของเทพ Odinสำหรับวัน Good Friday เป็นวันที่จะเริ่มฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ปกติแล้วจะมีขึ้นในเดือนเมษายนไม่เกี่ยวกับศุกร์ที่ 13 แต่อย่างใด

แปะก๊วย : ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ

แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)
แปะก๊วย - พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ
สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)
ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552

10เหตุผล...ทำไมผู้ชายเจ๋งที่สุด!!


1.ผู้ชายเข้าห้องน้ำคนเดียวได้โดยที่ไม่ต้องมีเพื่อนตามเข้าไปเป็นฝูง


2.ผู้ชายสามารถไปพักร้อน5วันได้ด้วยเสื้อผ้าชุดเดียว


3.ผู้ชายไม่ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับนามสกุลใหม่หลังเเต่งงาน


4.ผู้ชายไม่โกรธถ้ามีใครลืมวันครบรอบเเต่งงาน


5.ผู้ชายมีสีสันบนใบหน้าเป็นธรรมชาติ


6.เมื่อผู้ชายพูดว่า เเต่งตัวเสร็จเเล้ว ผู้ชายสามารถออกจากบ้านได้ทันที เเต่เมื่อผู้หญิงพูดว่า เเต่งตัวเสร็จเเล้ว เหมือนกันนั่นหมายความว่าเธอยังเเต่งหน้า ลองเสื้อผ้า เเละยังค้นหาต่างหูของเธออยู่


7.ผู้ชายสามารถทำเล็บได้ด้วยมีดพก 8.ผู้ชายอยู่เป็นโสดจนกระทั่งอายุ36ได้โดยไม่มีใครสังเกต(ผู้หญิงเเก่มากขึ้นคานเเน่)


9.ผู้ชายไม่ต้องกังวลเรื่องผมหงอกเเละรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเพราะมันเพียงเเต่เพิ่มบุคลิกของผู้ชายให้ดูดีกว่าเดิมเท่านั้น


10.ผู้ชายสามารถไว้ผมทรงเดียวกับปีที่เเล้วได้ไปอีกหลายหรือตลอดทศวรรษ